ไทยมีลุ้นเป็นฐานผลิตรถพลังงานไฟฟ้าโลกไหม เจาะโอกาสจริงและโจทย์ที่ยังหนัก

7

คำถามว่าไทยจะก้าวขึ้นเป็นฐานผลิตรถพลังงานไฟฟ้าระดับโลกได้หรือไม่ กำลังกลายเป็นประเด็นใหญ่กว่าที่หลายคนคิด เพราะมันไม่ได้เกี่ยวแค่ยอดขายรถรุ่นใหม่ แต่โยงไปถึงการลงทุน การจ้างงาน โครงสร้างพลังงาน และความสามารถแข่งขันของประเทศในระยะยาว ภาพของ ไทยกับอุตสาหกรรมรถพลังงานไฟฟ้า จึงสะท้อนว่าเรากำลังยืนอยู่ตรงจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคยานยนต์ไทยทั้งหมด

ไทยมีลุ้นเป็นฐานผลิตรถพลังงานไฟฟ้าโลกไหม เจาะโอกาสจริงและโจทย์ที่ยังหนัก

ที่ผ่านมา ไทยมีชื่อเสียงในฐานะ “Detroit of Asia” จากความแข็งแรงด้านการผลิตรถยนต์สันดาปและชิ้นส่วน แต่เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ EV คำถามใหม่จึงไม่ใช่แค่ว่าไทยจะผลิตได้ไหม หากคือไทยจะปรับตัวได้เร็วพอหรือไม่ และจะขึ้นจากฐานการประกอบ ไปสู่ฐานการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงจริงหรือเปล่า

ทำไมโอกาสนี้ถึงสำคัญกว่ารอบก่อน

ตลาดรถไฟฟ้าโลกไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว ข้อมูลจาก IEA Global EV Outlook 2024 ระบุว่ายอดขายรถไฟฟ้าทั่วโลกในปี 2023 สูงเกิน 14 ล้านคัน สะท้อนว่าผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลกกำลังเร่งจัดวางฐานการผลิตใหม่ ใครได้ตำแหน่งในห่วงโซ่นี้ก่อน ก็มีโอกาสกินส่วนแบ่งระยะยาวทั้งด้านเทคโนโลยีและการส่งออก

สำหรับไทย จุดแข็งคือเราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ประเทศมีซัพพลายเชนยานยนต์เดิม บุคลากรด้านการผลิต ระบบโลจิสติกส์ และฐานผู้ผลิตชิ้นส่วนที่สั่งสมมานาน นี่คือแต้มต่อที่หลายประเทศในอาเซียนยังต้องใช้เวลาอีกมากกว่าจะสร้างขึ้นมาได้

จุดแข็งของไทยที่ทำให้มีลุ้นจริง

ถ้ามองอย่างเป็นระบบ ไทยมีข้อได้เปรียบหลายด้านที่ทำให้คำว่า “ฐานผลิต EV” ไม่ใช่ความฝันลอย ๆ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI และนโยบาย EV 3.0, EV 3.5 เพื่อดึงทั้งผู้ผลิตรถและผู้ผลิตชิ้นส่วนเข้ามาตั้งโรงงาน

  • ฐานอุตสาหกรรมเดิมแข็งแรง ไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมาก และคุ้นเคยกับมาตรฐานการผลิตระดับสากลอยู่แล้ว
  • ทำเลเหมาะกับการส่งออก ไทยอยู่กลางอาเซียน เชื่อมตลาดเพื่อนบ้านและท่าเรือสำคัญได้สะดวก
  • ผู้เล่นต่างชาติเข้ามาเร็ว โดยเฉพาะค่ายจีนที่เข้ามาปักหมุดทั้งการขายและการประกอบในไทย
  • ตลาดในประเทศเริ่มขยับ ยอดจดทะเบียน BEV ใหม่ในไทยเติบโตเร็วในช่วง 2 ปีหลัง ทำให้ผู้ผลิตเห็นสัญญาณว่าตลาดไม่ได้มีไว้ส่งออกอย่างเดียว

จุดที่น่าสนใจคือ ไทยไม่ได้มีโอกาสเฉพาะการประกอบรถทั้งคัน แต่ยังมีลุ้นในชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ มอเตอร์ ระบบควบคุมพลังงาน และซอฟต์แวร์ยานยนต์ด้วย หากต่อยอดได้ลึกกว่างานประกอบ มูลค่าที่ประเทศได้รับจะสูงขึ้นมาก

แต่โอกาสไม่ได้แปลว่าจะชนะอัตโนมัติ

ความท้าทายใหญ่ของไทยคือโลก EV แข่งกันเร็วกว่ายุครถสันดาปมาก ผู้เล่นหน้าใหม่เกิดง่ายกว่าเดิม ขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไว ใครเคลื่อนช้าจะเสียเปรียบในเวลาไม่กี่ปี ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ “มีโรงงานหรือยัง” แต่คือ “เราคุมส่วนที่สำคัญของห่วงโซ่ได้แค่ไหน”

  • แบตเตอรี่ยังเป็นคอขวด ต้นทุนหลักของ EV อยู่ที่แบตเตอรี่ แต่ไทยยังไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีหลักหรือวัตถุดิบต้นน้ำมากพอ
  • การแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน อินโดนีเซียมีแต้มต่อด้านนิกเกิล ส่วนเวียดนามขยับเร็วด้านแบรนด์และนโยบาย
  • ทักษะแรงงานต้องอัปเกรด โรงงาน EV ใช้ความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และระบบอัตโนมัติมากขึ้น
  • โครงสร้างพื้นฐานต้องโตตาม ทั้งสถานีชาร์จ ระบบไฟฟ้า และมาตรฐานความปลอดภัยต้องขยายให้ทัน
  • นโยบายต้องนิ่งพอ นักลงทุนรายใหญ่ไม่ได้มองแค่สิทธิประโยชน์วันนี้ แต่ดูความชัดเจน 5-10 ปีข้างหน้าด้วย

โจทย์สำคัญคือไทยจะอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่คุณค่า

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะต่อให้มีโรงงานจำนวนมาก แต่ถ้าไทยได้เพียงงานประกอบปลายทาง มูลค่าที่เหลือในประเทศก็อาจไม่สูงอย่างที่หวัง สิ่งที่ควรถามคือ เราจะดึงการวิจัย การออกแบบ การผลิตเซลล์แบตเตอรี่ การรีไซเคิล และซอฟต์แวร์ยานยนต์เข้ามาได้มากแค่ไหน

จาก “ฐานผลิต” ไปสู่ “ฐานพัฒนา”

ประเทศที่จะยืนระยะในเกมนี้ได้ ไม่ใช่ประเทศที่ประกอบรถได้มากที่สุดเท่านั้น แต่คือประเทศที่มีระบบนิเวศครบ ตั้งแต่มหาวิทยาลัย ห้องทดลอง ผู้ผลิตชิ้นส่วน สตาร์ตอัป ไปจนถึงนโยบายพลังงานสะอาด ถ้าไทยยังคิดแบบอุตสาหกรรมยุคเก่า เราอาจมีปริมาณ แต่ไม่มีอำนาจต่อรองในระยะยาว

ในมุมนี้ ไทยกับอุตสาหกรรมรถพลังงานไฟฟ้า จึงควรถูกมองเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ประเทศ ไม่ใช่แค่ข่าวการเปิดตัวโรงงานใหม่ เพราะเดิมพันจริงคือความสามารถในการรักษาฐานยานยนต์เดิมไม่ให้ถูกแทนที่

สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำ หากอยากเป็นฐานผลิตระดับโลกจริง

คำตอบไม่ได้อยู่ที่มาตรการลดภาษีอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการยกระดับทั้งระบบพร้อมกัน

  • เร่งพัฒนาคน สร้างแรงงานสาย EV, power electronics, battery management และซอฟต์แวร์ยานยนต์
  • ดึงการลงทุนต้นน้ำ สนับสนุนการผลิตแบตเตอรี่ วัสดุสำคัญ และธุรกิจรีไซเคิล
  • รักษาเสถียรภาพนโยบาย ทำให้เอกชนเชื่อมั่นว่าทิศทาง EV ของไทยจะไม่เปลี่ยนกลางทาง
  • เชื่อมอุตสาหกรรมกับพลังงานสะอาด เพราะโรงงาน EV ที่ใช้ไฟฟ้าสะอาดจะตอบโจทย์ตลาดโลกมากขึ้น
  • หนุน R&D ในประเทศ เพื่อให้ไทยมีทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ใช่เพียงรับจ้างผลิต

สรุป: ไทยมีโอกาส แต่เวลาที่เหลือไม่มาก

ถ้าถามตรง ๆ ว่าไทยจะเป็นฐานผลิตรถพลังงานไฟฟ้าโลกได้ไหม คำตอบคือ “มีโอกาสสูง แต่ยังไม่การันตี” ไทยมีพื้นฐานที่ดีมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ทั้งโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิม ทำเล และความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ แต่เกมนี้ไม่ได้ตัดสินกันที่จุดเริ่มต้น ตัดสินกันที่ความเร็วในการยกระดับจากผู้ผลิตเดิม ไปสู่ผู้เล่นที่มีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่มูลค่า

คำถามที่น่าคิดต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่ไทยจะมีโรงงาน EV กี่แห่ง แต่อยู่ที่ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นแค่ฐานประกอบที่ต้นทุนดี หรือจะเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยี ความรู้ และอำนาจต่อรองเป็นของตัวเองจริง ๆ